วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การทำงานของ เมนบอร์ด (Mainboard)



การทำงานของ เมนบอร์ด (Mainboard)


หน้าที่ของเมนบอร์ด
แผงวงจรหลักเปรียบเหมือนกับพื้นที่ชุมชน และ เส้นทางการคมนาคม และ แผงควบคุมการจราจร
เมนบอร์ด (Mainboard) จะมาชิพเซ็ตที่เป็นตัวบ่งบอกถึงรุ่นของเมนบอร์ด ในเมนบอร์ดจะประกอบด้วย socket สำหรับใส่ cpu
แต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกัน จะมีสล็อตแรม อยู่ประมาณ 2 สล็อต มีชิพ ไบออส (Bios) สำหรับ
เช็คอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ /มีสล็อตใส่การ์ดจอเรียกว่า AGP/สล็อตสีขาว คือ PCI ซึ่งใส่จำพวก
LANการ์ด /SOUNDการ์ด
เมนบอร์ดจมี socket เพื่อใส่ซีพียู เรามาดูกันว่า Socket แต่ละอันนั้น ใช้กับ CPU รุ่นใด
Socket 370 เป็นSocketรุ่นเก่ามากใช้CPUของ intel celeron ,pentuam เป็นต้น ซึ่งรุ่นนี้จะ
ออกมาเป็นรุ่นแรก ๆ
Socket 478 เป็นSocketที่ใช้ในCPUของ intel celeron D ,pentuam 4
Socket 775 เป็นSocketที่เพิ่งออกมา โดยทางบริษัท อินเทล เป็นผู้ผลิตออกมา ใช้กับซีพียูแบบใหม่ ซึ่งซีพียูรุ่นนี้จะไม่มีขา แต่จะมีขาอยู่ที่เมนบอร์ดแทน
เมนบอร์ดประกอบด้วย
1. ชุดชิพเซ็ต
ชุด ชิพเซ็ตเป็นเหมือนหัวใจของเมนบอร์ดอีกทีหนึ่ง อุปกรณ์ตัวนี้มีหน้าที่หลักคือ คอยควบคุม อุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานได้ตามต้องการ ชิพเซ็ตนั้นจะประกอบไปด้วยChip 2 ตัว คือชิพ System Controller หรือ AGPSET หรือ North Bridge เป็นชิพที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ อุปกรณ์หลักๆ ความเร็วสูงชนิดต่างๆ บนเมนบอร์ดที่ประกอบด้วยซีพียู หน่วยความจำแคชระดับสอง (SRAM) หน่วยความจำหลัก (DRAM) ระบบกราฟิกบัสแบบ AGP และระบบบัสแบบ PCI
กับชิพ PCI to ISA Bridgeหรือ South Bridge จะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกันระหว่างระบบบัสแบบ PCI กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีความเร็วในการทำงานต่ำกว่าเช่นระบบบัสแบบ ISA ระบบบัสอนุกรมแบบ USB ชิพคอนโทรเลอร์ IDE ชิพหน่วยความจำรอม

โดยลักษณะการใช้งานนั้นจะขึ้นอยู่กับซีพียู ที่ใช้อยู่เป็นหลัก โดยแต่ละยี้ห้อนั้นจะมีจุดดีจุดด้อยแตกต่างกันไป
2. หน่วยความจำROMไบออส และแบตเตอรรี่แบ็คอัพ
ไบออ ส BIOS หรือซีมอส (CMOS) เป็นชิพหน่วยความจำชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล และโปรแกรมขนาดเล็กที่จำเป็นต่อการบูตของระบบคอมพิวเตอร์ ชิพซีมอส จะต้องการพลังงานไฟฟ้าในการเก็บรักษาข้อมูลอยู่ตลอดเวลาซึ่งพลังงานไฟฟ้า ก็จะมาจากแบตเตอรี่แบ็คอัพที่อยู่บนเมนบอร์ด (แบตเตอรี่แบ็คอัพจะมีลักษณะเป็นกระป๋องสีฟ้า หรือเป็นลักษณะกลมแบนสีเงิน ภายในจะบรรจุแบตเตอรรี่แบบลิเธี่ยมขนาด 3 โวลต์ไว้) แต่ตอ่มาได้รวมชิพทั้งสองเข้าด้วยกัน และเรียกชื่อว่าชิพรอมไบออสเพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาได้มีการพัฒนา เทคโนโลยชิพรอมขึ้นมาใหม่ ให้เป็นแบบ EEPROM หรือ E2PROM โดยคุณจะสามารถทั้งเขียน และลบข้อมูล โดยใช้ซอฟต์แวร์พิเศษ ได้ด้วยตัวเองอย่างง่าย ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
3. หน่วยความจำแคชระดับสอง
ที่ ทำหน้าเป็นเหมือนหน่วยความจำ และบัฟเฟอร์ให้กับซีพียู โดยใช้หลักการ การทำงานร่วมกับอุปกรณ์ที่ความเร็วสูงกว่า ทำให้เสียเวลา ไปกับการรอคอยให้อุปกรณ์ ที่มีความเร็วต่ำนั้น ทำงานจนเสร็จสิ้นลง เพราะCPUมีความเร็วในการทำงานสูงมาก การที่CPUต้องการข้อมูล ซักชุดหนึ่งเพื่อนำไปประมวลผลถ้าไม่มีหน่วยความจำแคช
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเมนบอร์ดที่เราใช้อยู่ รองรับอุปกรณ์ Onboard อะไรบ้าง
หากอยากรู้เราทราบได้โดยไม่ยาก ให้ดูที่ด้านท้ายเคส จะมีพอร์ตสำหรับ
ต่อ เมาส์ และคีย์บอร์ด และถ้าหากเมนบอร์ดมีอุปกรณ ์ Onboard อื่นให้มาด้วยก็จะมีพอร์ตสำหรับอุปกรณ์นั้นเช่น พอร์ต Modem, Lan, VGA, Sound คือ ถ้าพบว่ามีพอร์ตดังกล่าวอยู่ท้ายเคสก็สามารถเสียบใช้งานได้ ทันที

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การทำงานของจอภาพ (Monitor)




การทำงานของจอภาพ (Monitor)

จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงข้อมูลผลลัพธ์ (Output) มีรูปร่างลักษณะคล้ายเครื่องรับโทรทัศน์ สามารถแสดง ผลได้ทั้งตัวหนังสือ ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว
จอภาพโดยทั่วไปมีทั้งที่เป็นสีเดียว (Monochrome) อาจจะเป็นสีเทา สีส้ม หรือสีขาว บนสีดำ และจอภาพแบบหลายสี (Colour) สามารถแสดงสีได้ตั้งแต่ 16,256, 65,536 และ 16,177,216 สี ปัจจุบันนิยมใช้จอภาพสีมากกว่าจอสีเดียว
ขนาดความกว้างของจอภาพมีหลายขนาด ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปคือ ขนาด 14 และ 15 นิ้ว แล้วถ้าใช้งานสิ่งพิมพ์หรือ ออกแบบกราฟิก อาจใช้จอใหญ่มากขึ้น ขนาด 17 หรือ 21 นิ้ว ซึ่งก็จะมีความละเอียดในการแสดงผลมากน้อยไม่เท่า กัน โดยความละเอียดของภาพจะมีหน่วยเป็น พิกเซล (Pixel) ในแนวตั้งและแนวนอน เช่น 640x480, 800x600, 1,024x768, 1,280x1,024 เป็นต้น ยิ่งมีขนาดของพิกเซลมาก ขนาดของภาพจะมีความละเอียดสูงมากขึ้น ทำให้มี เนื้อที่ใช้งานบนจอมากขึ้น
ลักษณะของจอภาพ มีดังนี้
1. จอภาพแบบ VGA (Video Graphics Array) มีความละเอียดของพิกเซล 640x480 จุด เหมาะสำหรับการใช้ งานตามบ้านทั่ว ๆ ไป มีขนาดของจอภาพ 14 หรือ 15 นิ้ว
2. จอภาพแบบ SVGA (Super Video Graphics Array) จะมีความละเอียดของพิกเซล 800x600 จุด เหมาะ สำหรับใช้ในงานธุรกิจ หรือตามสำนักงานทั่ว ๆ ไป ขนาดที่นิยมคือ 14 หรือ 15 นิ้ว ส่วนจอที่มีความละเอียดของ พิกเซล 1,280x1,024 จุด เหมาะสำหรับใช้ในงานออกแบบกราฟิกต่าง ๆ

จอภาพในปัจจุบันจะเน้นเรื่องความปลอดภัยต่อผู้ใช้จากการแผ่รังสี เพราะหากเป็นจอรุ่นเก่า รังสีสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่แผ่ออกมาจากจออาจเป็นอันตรายต่อสายตาได้ ผู้ใช้จีงควรหาแผ่นกรองแสงมาติดไว้ที่จอภาพก็จะช่วยได้และปัจจุบัน จอภาพที่ใช้จะมีคุณสมบัติประหยัดพลังงาน ถึงเราจะเปิดทิ้งไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้ใช้งานก็จะไม่สิ้นเปลืองพลังงาน มาก นอกจากนี้ในโปรแกรมวินโดวส์ยังมีสกรีนเซฟเวอร์ช่วยในการถนอมจอภาพด้วย

Monotor Technology
จอภาพทำงานโดยการแสดงภาพ ซึ่งอาจเป็นภาพกราฟิกหรือตัวอักษร ซึ่งเกิดจากการประมวลผลของการ์ดวีจีเอ (VGA Card) จอภาพแบ่งเป็น 2 ประเภท คือจอภาพสีเดียวหรือจอภาพโมโนโครม ( Monochrome) และจอสี ( Color Monitor) ปัจจุบันจอภาพสีเดียวนั้นไม่เป็นที่นิยมใช้กับคอมพิวเตอร์ หากจะมีใช้ก็เฉพาะงานเฉพาะอย่างเท่านั้น ส่วนที่นิยมใช้ก็คือจอสี โดยแบ่งได้อีกเป็น 3 ประเภท คือจอสีวีจีเอ (VGA = Video Graphics Array) และจอสี Super VGA (SVGA = Super Video Graphics Array ) และจอ LCD (Liquid Crystal Display) ซึ่งประเภทหลังนี้มีราคาแพงมาก จอภาพที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือจอ SVGA เนื่องจากมีราคาไม่แพงมากนัก และเหมาะกับ Application ที่ออกแบบให้มีความสามารถแสดงภาพกราฟิก นอกจากนี้ Application ประเภทมัลติมีเดียหรือเกมส์ต่างๆ ต่างก็ต้องการจอภาพที่มีความละเอียดสูง (High Resolution) สามารถแสดงสีได้หลายๆสี
 จอภาพมีหลักการทำงานแบบเดียวกับจอโทรทัศน์โดยจะมีกระแสไฟฟ้าแรงสูง ( High Voltage) คอยกระตุ้นให้อิเล็กตรอนภายในหลอดภาพแตกตัว อิเล็กตรอนดังกล่าวจะทำให้เกิดลำแสงอิเล็กตรอนไปกระตุ้นผลึกฟอสฟอรัสที่ฉาบอยู่บนหลอดภาพ เมื่อฟอสฟอรัสถูกกระตุ้นจากอิเล็กตรอนจะเกิดการเรืองแสงและปรากฏเป็นจุดสีต่างๆ (RGB Color) ซึ่งรวมเป็นภาพบนจอภาพนั่นเอง
 ความเป็นมาของการ์ดวีจีเอ การ์ดวีจีเอหรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ VGA Adapter Card ทำหน้าที่ควบคุมการแสดงผลของจอภาพ โดยข้อมูลที่จะแสดงจะถูกส่งจากซีพียูมายังการ์ดวีจีเอ เพื่อประมวล ในขั้นตอนการประมวลผลข้อมูลจากดิจิตอลเป็นอนาล๊อก แล้วส่งไปยังวงจรควบคุมสี (RGB Circuit) ของจอภาพ เพื่อให้ปรากฏเป็นภาพบนหน้าจอสถาปัตกรรมของการ์ดวีจีเอ
แรกทีเดียว การ์ดวีจีเอใช้อินเทอร์เฟซ (Interface) แบบ VESA Local BUS สามารถประมวลผลแบบ 16 บิต ต่อมา เมื่อการพัฒนาคอมพิวเตอร์เป็นไปในระดับสูงขึ้น Intel แนะนำ PCI Interface สู่ตลาด ภาคอินเตอร์เฟซของการ์ดวีจีเอจึงเปลี่ยนมาเป็น PCI เพราะมี Bandwidth สูงกว่า สามารถประมวลผลและส่งข้อมูลได้เร็วกว่า คือประมวลผลได้ 32 บิต และตัวการ์ดเอง ชิปประมวลผลทำงานภายในโดยการประมวลผลที่ 64 บิต ต่อมาในปี 2540 อินเทลได้พัฒนาพอร์ต AGP (Accelerator Graphic Port) ขึ้นมาสำหรับการ์ดแสดงผลโดยเฉพาะ เนื่องจากเห็นว่าพอร์ตแบบ PCI นั้นเป็นพอร์ตเอนกประสงค์ เหมาะสำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วงประเภทอื่นมากกว่าที่จะเหมาะสำหรับการ์ดแสดงผล ตามสถาปัตยกรรมของ AGP ภาคอินเตอร์เฟซของการ์ดจะติดต่อกับเมนบอร์ดแบบ 64 บิต
จอภาพผลึกเหลว 
จอภาพผลึกเหลวใช้งานกับคอมพิวเตอร์ประเภทพกพาเป็นส่วนใหญ่ เป็นแบ่งได้เป็น
Active matrix จอภาพสีสดใสมองเห็นจากหลายมุม เนื่องจากให้ความสว่าง และสีสันในอัตราที่สูง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า TFT – Thin Film Transistor และเนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้ราคาของจอประเภทนี้สูงด้วย
Passive matrix color จอภาพสีค่อนข้างแห้ง เนื่องจากมีความสว่างน้อย และสีสันไม่มากนัก ทำให้ไม่สามารถมองจากมุมมองอื่นได้ นอกจากมองจากมุมตรง เรียกอีกชื่อได้ว่า DSTN – Double Super Twisted Nematic
จอพลาสม่า (plasma display)

 จอภาพแบบนี้จะใช้เทคโนโลยีอีกลักษณะหนึ่ง คือ แต่ละจุดบนจอประกอบด้วยจุดย่อยสามจุดสำหรับแต่ละสี แดง เขียว น้ำเงิน ซึ่งจะเรืองแสงจากการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า เพื่อให้ก๊าซ ในหลอดเล็กๆ ตรงแต่ละจุดอยู่ในสถานะพลาสมา และเมื่อมีการ "สั่ง" ให้จุดนั้นสว่างขึ้น ก็จะมีการสร้างความต่างศักย์ที่ฉากเรืองแสงฝั่งตรงข้าม ทำให้เกิดการคายประจุออกมาและเกิดการเรืองแสงขึ้นจอแบบนี้ สามารถทำได้ขนาดใหญ่มาก เช่น 40 - 50 นิ้ว หรือกว่านั้น มีราคาสูงมาก มีน้ำหนักเบา สามารถติดผนังได้ ส่วนใหญ่ใช้ทำป้ายโฆษณาต่างๆ

การทำงาน การ์ดจอ(Graphic Card)



การทำงาน การ์ดจอ(Graphic Card)

  หลักการทำงาน พื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผล เสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติ และมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร
การ์แสดงผลจะต้องมีหน่วยความจำที่เพียงพอในการใช้งาน เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากซีพียู และสำหรับการ์ดแสดงผล บางรุ่น ก็สามารถประมวลผลได้ภายในตัวการ์ด โดยทำหน้าที่ในการ ประมวลผลภาพ แทนซีพียูไปเลย ช่วยให้ซีพียูมีเวลาว่ามากขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น
เมื่อได้รับข้อมูลจากซีพียูมาการ์ดแสดงผล ก็จะเก็บข้อมูลที่ได้รับมาไว้ในหน่วยความจำส่วนนี้นี่เอง ถ้าการ์ดแสดงผล มีหน่วยความจำมากๆ ก็จะรับข้อมูลมาจากซีพียูได้มากขึ้น ช่วยให้การแสดงผลบนจอภาพ มีความเร็วสูงขึ้น และหน่วยความจำที่มีความเร็วสูงก็ยิ่งดี เพราะจะมารถรับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ยิ่งถ้าข้อมูล ที่มาจากซีพียู มีขนาดใหญ่ ก็ยิ่งต้องใช้หน่วยความจำที่มีขนาดใหญ่ๆ เพื่อรองรับการทำงานได้โดยไม่เสียเวลา ข้อมูลที่มี ขนาดใหญ่ๆ นั่นก็คือข้อมูลของภาพ ที่มีสีและความละเอียดของภาพสูงๆ  
ความละเอียดในการแสดงผล
การ์ดแสดงผลที่ดีจะต้องมีความสามารถในการแสดงผลในความละเอียดสูงๆ ได้เป็นอย่างดี ความละเอียดในการแสดงผลหรือ Resolution ก็คือจำนวนของจุดหรือพิเซล (Pixel) ที่การ์ดสามารถนำไป แสดงบนจอภาพได้ จำนวนจุดยิ่งมาก ก็ทำให้ภาพที่ได้ มีความคมชัดขึ้น ส่วนความละเอียดของสีก็คือ ความสามารถในการแสดงสี ได้ในหนึ่งจุด จุดที่พูดถึงนี้ก็คือ จุดที่ใช้ในการแสดงผล ในหน้าจอ เช่น โหมดความละเอียด 640x480 พิกเซล ก็จะมีจุดเรียงตามแนวนอน 640 จุด และจุดเรียงตามแนวตั้ง 480 จุด
โหมดความละเอียดที่เป็นมาตราฐานในการใช้งานปกติก็คือ 640x480 แต่การ์ดแสดงผลส่วนใหญ่ สามารถที่จะแสดงผลได้หลายๆ โหมด เช่น 800x600, 1024x768 และการ์ดที่มีประสิทธิภาพสูงก็จะ สามารถแสดงผลในความละเอียด 1280x1024 ส่วนความละเอียดสก็มี 16 สี, 256 สี, 65,535 สี และ 16 ล้านสีหรือมักจะเรียกกันว่า True Color
อัตราการรีเฟรชหน้าจอ
การ์ดแสดงผลที่มีประสิทธิภาพ จะต้องมีอัตราการรีเฟรชหน้าจอได้หลายๆ อัตรา อัตราการรีเฟรชก็คือ จำนวนครั้งในการกวาดหน้าจอ ใหม่ในหนึ่งวินาที ถ้าหากว่าอัตรารีเฟรชต่ำ จะทำให้ภาพบนหน้าจอ มีการกระพริบ ทำให้ผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดอาการล้า ของกล้ามเนื้อตา และอาจทำให้เกิดอันตราย กับดวงตาได้
อัตราการรีเฟรชในปัจจุบันอยู่ที่ 72 เฮิรตซ์ ถ้าใช้จอภาพขนาดใหญ่ อัตรารีเฟรชยิ่งต้องเพิ่มมากขึ้น อัตรารีเฟรชยิ่งมากก็ยิ่งดี

หลัการทำงานของเมาส์ (Mouse)



หลัการทำงานของเมาส์ (Mouse)

อุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมรองจากคีย์บอร์ด ได้แก่ อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง ที่เรียกว่า เมาส์ (mouse) หรือ "หนูอิเล็กทรอนิกส์" เนื่องจากเป็น อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายหนู มีสายต่ออยู่ที่ปลายลักษณะเดียวกับหางหนู เมาส์จะช่วยในการบ่งชี้ตำแหน่งว่าขณะนี้ "ตัวชี้ตำแหน่ง (pointer)" กำลังอยู่ ณ จุดใดบนจอภาพซึ่งอาศัยการเลื่อนเมาส์แทนในปัจจุบันคุณสามารถใช้งานโต้ตอบกับโปรแกรมผ่านทางรูปภาพ หรือข้อความต่างๆ ที่แสดงบนหน้าจอ เรียกว่า กูอีหรือ GUI ย่อมาจาก Graphical User Interface รวมทั้งรูปภาพเล็กๆ ที่ปรากฎบนหน้าจอ คุณสามารถคลิกที่รูปเล็กๆ นั้นเพื่อเปิดโปรแกรมหรือทำงานต่างๆ รูปเล็กๆ เหล่านั้นเรียกว่า ไอคอน (icon) ซึ่งแปลว่า สัญลักษณ์ หรือ ตัวแทนของสิ่งของบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ เช่น ตุุ๊กตาช้างไม้เล็กๆ เป็น ไอคอน ของช้างตัวจริงที่มีชีิวิตอยู่
พัฒนาการของเมาส์
  เมาส์พัฒนาขึ้นมาครั้งแรก ในศูนย์ค้นคว้าที่เมืองปาโลอัลโต้ ของบริษัทซีร็อก (Xerox Corporation’s Palo Alto Research Center) เมาส์มีหลายรูปร่าง หลายลักษณะ โดยเฉพาะเมาส์รุ่นใหม่ๆ จะออกแบบมาอย่างสวยงาม โดยปกติปุ่มของเมาส์ จะมี 2 ปุ่มสำหรับเมาส์ของเครื่องพีซี และปุ่มเดียวสำหรับเครื่อง Macintosh ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เมาส์ใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยเพิ่มปุ่มเลื่อนตรงกลาง มีลักษณะคล้ายล้อ ดังรูป เรียกว่า Intelli Mouse ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการเลื่อนจอภาพเพื่อดูข้อมูล นอกจากนี้ยังมีเมาส์ที่ทำงานด้วยสัญญาณแสง ที่เรียกว่า Infrared หรือ Wireless Mouse
 เมาส์ทำงานอย่างไร ?
           เมาส์ประกอบด้วย ลูกกลิ้งที่ติดตั้งอยู่ด้านล่าง และมีปุ่มกดควบคุม (ตั้งแต่ 1 - 3 ปุ่ม) การใช้เมาส์จะนำเมาส์วางไว้บนพื้นราบ และเลื่อนเมาส์ไปในทิศทางที่ต้องการ บนจอภาพจะปรากฏ สัญลักษณ์ชี้ตำแหน่ง เรียกว่า "Mouse Pointer" (มักจะเป็นรูปลูกศรเฉียงซ้าย) เมื่อต้องการจะทำงานใดๆ ทำได้โดยกดปุ่มเมาส์ หรือ คลิ๊ก ที่คำสั่งที่คุณต้องการ หรือ ไอคอน คอมพิวเตอร์จะรับสัญญาณ และทำการประมวลผลต่อไป
          สำหรับเมาส์ที่มีลูกกลิ้งอยู่ภายใน กลไกการทำงานที่อาศัยลูกบอลยาง ที่สามารถกลิ้งไปมาได้ เมื่อทำการเคลื่อนย้ายตัวเมาส์ ซึ่งลูกบอลจะกดแนบอยู่กับลูกกลิ้ง โดยแกนของลูกกลิ้ง จะต่อกับจานแปลรหัส (encoder) บนจานจะมีหน้าสัมผัสเป็นจุดๆ เมื่อจุดสัมผัสเลื่อนมาตรงแกนสัมผัส ก็จะสร้างสัญญาณ บอกไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมควบคุมเมาส์ จะทำหน้าที่ แปลเป็นคำสั่งเคลื่อนย้ายเคอร์เซอร์ บนจอภาพต่อไป
 
เมื่อคุณ เลื่อนเมาส์ไปบนพื้นเรียบลูกกลิ้งที่ทำจากยางก็จะเคลื่อนไปในทิศทางนั้นด้วย เมื่อลูกบอลหมุน มันจะสัมผัสกับแกนสองแกนที่วางตัวตั้งฉากกันอยู่ ซึ่งรับผิดชอบการเคลื่อนที่หน้า-หลัง และ ซ้าย-ขวา ซึ่งแกนทั้งสองมีแกนต่อไปยังล้อตรงปลายแกน เมื่อแกนหมุนเนื่องจากลูกบอลหมุน ก็จะทำให้ล้อหมุนตามไปด้วย ที่ขอบของล้อจะมีโลหะเล็กติดอยู่เป็นช่วงๆ และจะมีก้านโลหะตัวนำสัมผัสอยู่ที่วงล้อเมื่อก้านโลหะกับโลหะของล้อสัมผัส กันจะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ถ้ามีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังระบบเป็นจำนวนครั้งมาก แสดงว่าคุณเลื่อนเมาส์มาเป็นระยะทางมาก และถ้าความถี่ของการมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเพิ่มขึ้นแสดงว่าคุณเลื่อนเมาส์เร็ว ขึ้น ทิศทางของเมาส์จะคำนวณโดยใช้อัตราส่วนของการเคลื่อนที่ในแนวตั้งกับการ เคลื่อนที่ในแนวนอนเพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสม สัญญาณไฟฟ้าจะถูกส่งไปที่ระบบผ่านสายเคเบิล และจะทำการเปลี่ยนค่าความถี่ของสัญญาณออกมาเป็นระยะทาง ทิศทางและความเร็วในการเลื่อนตัวชี้หรือเคอร์เซอร์บนหน้าจอ
เมื่อคุณคลิกกดปุ่มใดๆ เมาส์จะส่งสัญญาณไปที่ระบบและส่งต่อไปยังโปรแกรมการทำงานจะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่กด และตำแหน่งที่กด
      ส่วนเมาส์ที่ใช้แสง หรือเรียกว่า optical mouse จะอาศัยการฉายแสง ซึ่งจะมีหลอดไฟเล็กอยู่ด้านล่างของเมาส์ การทำงานคือ เมาส์จะฉายแสงไปตกระทบกับพื้นผิว และแสงจะสะท้อนกลับมา ที่ตัวเมาส์จะมีตัวรับแสงเหมือนกับในกล้องดิจิทัลซึ่งสามารถตรวจคุณสมบัติ ต่างๆ ของแสงได้ และแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัล แล้วส่งต่อไปยังระบบเพื่อคำนวณหาความเร็ว และทิศทางของเคอร์เซอร์บนหน้าจอ